- ข่าวกีฬาและฟุตบอล

ความหอมหวานของการรอคอย : เบียร์ที่ปลูกและผลิตเพื่อ "ลิเวอร์พูล" เท่านั้น

แชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของลิเวอร์พูล ได้รับการฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่จากผู้คนร่วม 1 ล้านคน ณ ใจกลางเมอร์ซี่ย์ไซด์ นี่คือความสำเร็จที่ทัพหงส์เเดงรอคอยมาแสนนาน และนั่นทำให้เรารู้ว่าเหตุใดรสชาติของการรอคอยมันจึงเป็นรสชาติที่อร่อยและอิ่มเอมใจอย่างที่สุด

สำหรับแฟนบอลของลิเวอร์พูลแล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการฉลองแชมป์ด้วยเบียร์เย็นๆ สักแก้ว ฟังดูดีเลยใช่ไหม? แต่ยังหรอก … เพราะมันมีเบียร์ยี่ห้อดังที่มีความสัมพันธ์กับพวกเขามายาวนานและทำให้ เบียร์ 1 ขวดมีคุณค่าด้วยการบรรจุเอาเรื่องราวและบรรยากาศใส่เข้าไปในเบียร์ขวดนั้น พร้อมคืนความสุขให้กับแฟนๆ ได้ดื่มกินแบบฟินคูณสอง

นี่คือเรื่องราวของเบียร์ดังจากประเทศเดนมาร์ก และ สโมสรลิเวอร์พูล กับความสัมพันธ์ที่มากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย … แค่เบียร์ขวดเดียวก็บอกได้ทั้งหมดว่าเหตุใดพวกเขาจึงเป็นมิตรแท้ของกันเเล้ว ติดตามได้ที่นี่

 

คาร์ลสเบิร์ก ตำนานเบียร์แห่งโลกฟุตบอล

คาร์ลสเบิร์ก กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจน้ำเมาจากประเทศเดนมาร์กคือแบรนด์ที่มีความทะเยอทะยานเป็นอย่างมาก พวกเขาตั้งแบรนด์ขึ้นมาในปี 1964 และพวกเขารู้ดีว่าไม่มีอะไรที่จะเหมาะกับเบียร์ไปมากกว่าวาระการฉลองอีกเเล้ว … และอะไรในโลกที่สามารถฉลองกับมันได้ทุกสัปดาห์ล่ะ? แน่นอนมันคือฟุตบอลและ คาร์ลสเบิร์ก เห็นสิ่งนั้นก่อนจะใช้ฟุตบอลเป็นสื่อผลักดันแบรนด์พวกเขาออกไปทั่วโลก

 

“ผู้ชายวัยยี่สิบปีขึ้นไปเกือบ 100% นั้นชื่นชอบเบียร์, ฟุตบอล หรืออย่างน้อยๆ ก็อย่างใดอย่างหนึ่ง … ไม่ต้องห่วงเลยเราช่วยพวกเขาได้ทั้งสองเรื่องคุณจะได้ทั้งเบียร์และฟุตบอลจากเรา และเราจะผลักดันชื่อเสียงของเราด้านนี้ให้มากกว่าขึ้นอีก” ไมเคิล ธอมป์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ คาร์ลสเบิร์ก กล่าวแบบไม่มีกั๊ก

แนวคิดนี้สะท้อนไปถึงการสนับสนับสิ่งต่างๆในวงการฟุตบอลของ คาร์ลสเบิร์ก ไม่ใช่แค่กับสโมสรเท่านั้น พวกเขาเป็นพาร์ทเนอร์ของ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร มาตั้งแต่ปี 1988 ถึงปัจจุบัน นอกจากนี้พวกเขาได้คว้าตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอลนั่นคือการเป็นพาร์ทเนอร์ของ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ด้วยสัญญาระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ถึง 2015-16

38 นัดทั้งช่วงกลางและวันหยุดสุดสัปดาห์กับสนามฟุตบอลที่มีการแข่งขันทั้งหมด 10 สนาม และถ่ายทอดสดไปทั่วโลกจะมีผู้ชมทั่วโลกกว่า 4.7 พันล้านคน อีก 6.7 ล้านคนบนหน้า เฟซบุ๊ค และอีก 2.5 ล้านคนผ่านทางทวิตเตอร์ เพื่อแลกกับจำนวนผู้บริโภคขนาดนี้แม้จะไม่มีการเปิดเผยค่าใช้จ่ายในการเซ็นสัญญากับพรีเมียร์ลีก แต่เรามั่นใจได้เลยว่า คาร์ลสเบิร์ก ทุ่มไม่อั้นเพื่อชนะแบรนด์เบียร์อื่นๆ แน่นอน

“พรีเมียร์ลีกทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากแบบที่เราไม่เคยมีมาก่อน” ธอมป์สัน ยืนยันอีกครั้ง

 2

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจของ คาร์ลสเบิร์ก เท่านั้น พวกเขาอาจจะครองตลาดใหญ่ในโลกฟุตบอลและมีคนเห็นหน้าคร่าตาของแบรนด์มากมาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเขายังคงรักษามันไว้ไม่เปลี่ยนเเปลงนั่นคือความสัมพันธ์กับสโมสรลิเวอร์พูล ที่จนถึงทุกวันนี้มันผ่านมาเเล้วกว่า 27 ปี … มันคือความสัมพันธ์ที่มากกว่าแค่ผู้ซื้อและผู้ขาย และมันย่อมมีเหตุผลอยู่เเล้วว่าทั้งไม คาร์ลสเบิร์ก กับ ลิเวอร์พูล จึงเป็นของคู่กัน …

ผู้มาก่อนกาล

ก่อนจะซื้อโฆษณาและสนับสนุนการแข่งขันทั้งลีก คาร์ลสเบิร์ก ได้ตัดสินใจในดีลที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่พวกเขาเคยทำนั่นคือการเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อของสโมสร ลิเวอร์พูล ในปี 1992 และนั่นคือวันที่ยังไม่มีพรีเมียร์ลีกเลยด้วยซ้ำ ณ ช่วงเวลานั้นฟุตบอลอังกฤษยังไม่ได้เป็นที่นิยมแบบครองโลกเหมือนทุกวันนี้ สรุปตัวเลขคร่าวๆ ง่ายๆ ให้เห็นภาพคือในปีที่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกช่วงกลางปี 1992 สถานีโทรทัศน์ช่อง Sky ซื้อลิขสิทธิ์จากพรีเมียร์ลีก ในราคา 304 ล้านปอนด์ ในสัญญา 5 ปี หากเฉลี่ยนเป็นรายปีเเล้วพรีเมียร์ลีกมีลิขสิทธิ์ต่อปีอยู่ที่ราวๆ 60 ล้านปอนด์เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวพอแสดงให้เห็นได้ว่าตัวเลขในการแบ่งเค้กหรือค่าความนิยมต่างๆห่างกันคนละเรื่องกับยุคนี้เลยทีเดียว เพราะถ้าเทียบกับปัจจุบันในฤดูกาล 2018-19 นั้นพรีเมียร์ลีกขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดได้ถึง 5.1 พันล้านปอนด์ (ห้าพันหนึ่งร้อยล้านปอนด์) เพิ่มขึ้นแบบไม่ต้องนับนิ้ว ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า   

 3

จะเห็นได้ว่า คาร์ลสเบิร์ก ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้คุ้มเสียหรือเปล่าในส่วนแบ่งแค่นั้น แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล มาตั้งแต่วันที่ผลตอบแทนยังไม่การันตีว่าจะสูงขนาดนี้ และสิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลยคือพวกเขาไม่เคยถอนสปอนเซอร์ออกเลย แม้หงส์เเดงจะมีช่วงที่ต้องพบเจอกับความยากลำบากในหลายสถานการณ์หลังจากเข้าสู่ยุค ’90s เป็นต้นมา จากข่าว คราวการซื้อหุ้นสโมสรของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทยในช่วงปี 2547 ที่มีข่าวว่าหุ้นของ ลิเวอร์พูล 30% มีมูลค่าอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท หากตีเป็นเงินปอนด์จะอยู่ที่ 114 ล้านปอนด์ โดยประมาณ และเมื่อคิดเป็นมูลค่าของสโมสรเต็ม 100% แล้ว ลิเวอร์พูล มีมูลค่าสโมสรไม่ถึง 500 ล้านปอนด์เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 2.1 พันล้านปอนด์หรือ 4 เท่าของครั้งอดีต

ลิเวอร์พูล เองนับ คาร์ลสเบิร์ก เป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ที่มีความสัมพันธ์อันดีที่สุดเนื่องด้วยระยะเวลาอันยาวนาน และการเจรจาเรื่องสัญญาที่ไม่มีอิดออด ดังนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเป็นไปได้ด้วยดีเสมอมา แม้เรื่องรสชาติเบียร์นั้นจะขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน แต่ที่สนามลิเวอร์พูลนั้น เบียร์คาร์ลสเบิร์กก็ขายให้กับแฟนๆ เพียงไพน์ (1 เเก้วใหญ่ ประมาณ 500 ซีซี) ละ 3.45 ปอนด์ (138 บาท) เท่านั้น แต่หากไปซื้อ คาร์ลสเบิร์ก ที่กรุงลอนดอนจะอยู่ที่ไพน์ละ 5.19 ปอนด์ (208 บาท) ซึงถือว่าตอบโจทย์มากเพราะ ลิเวอร์พูล คือเมืองที่เคยมีอัตราคนว่างงานเยอะสุดในอังกฤษ ดังนั้นการได้ลิ้มรสเบียร์ในราคาที่ถูกกว่ายี่ห้ออื่นถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว นอกจากนี้คนท้องถิ่นในเมืองลิเวอร์พูลหรือ สเก๊าเซอร์ส ยังเป็นถือเป็นพวกใจนักเลงรักใครเเล้วรักจริง โดยเฉพาะเมื่อ คาร์ลสเบิร์ก ยังทำหน้าที่เหมือนกองเชียร์คนหนึ่ง ทั้งทำคลิปขอบคุณสตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวันที่ย้ายออกจากทีมด้วยการโพสต์รูปพร้อมข้อความว่า “#ProbablyTheGr8est กัปตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขอบคุณสำหรับตำนานที่สร้างไว้ตลอด 17 ปี” มันยิ่งแสดงให้เห็นว่า คาร์ลสเบิร์ก ไม่ได้สนใจแต่เรื่องตัวเลขเท่านั้น พวกเขายังลงรายละเอียดในแบบที่แฟนบอลลิเวอร์พูลประทับใจด้วย

อ่านเพิ่มเติม

ที่มา: //www.sanook.com